5 ข้อบ่งชี้ Design Thinking อาจจะไม่เหมาะกับองค์กรของคุณ

หลายคนได้ใช้เครื่องมือ Design Thinking เพื่อสร้างนวัตกรรมภายในหน่วยงานของคุณมาสักพักหนึ่งแล้วแต่อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจถึงแม้ว่าจะเปลี่ยน Innovation Coach มาหลายสำนักแล้ว จนหลายคนอาจจะท้อและคิดว่าองค์กรของคุณคงไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้

จนถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะมาลองทบทวนดูว่าคุณใช้ Design Thinking อย่างถูกวิธีหรือไม่ ถ้าหากคุณมั่นใจว่าคุณเป็น Design Thinker ที่ทำตามแบบอย่างวิธีตามตำราแล้ว

อาจจะถึงเวลาที่คุณควรจะทบทวนแล้วว่า จริงแล้ว Design Thinking เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับงานนวัตกรรมของคุณหรือไม่

woman in brown long sleeve shirt and gray pants standing in front of white counter
Photo by Ha Dong on Unsplash

คุณใช้ Customer Centricity เป็นปรัชญาการทำงานอยู่แล้ว

Marketing Oriented และ Design Thinking เริ่มต้นจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป้าหมายเหมือนกัน

ถ้าหากองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่ใช้การตลาดนำหน้า คุณมักจะพบว่าองค์กรของคุณสามารถปรับใช้ Design Thinking ในงานได้ง่ายมาก เมื่อเทียบกับองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปรัชญาธุรกิจอื่น ๆ สาเหตุก็เพราะ เมื่อเราเปรียบเทียบกระบวนการ Design Thinking กับกระบวนการ Marketing Management ที่เน้นย้ำเรื่อง Customer Centricity มาตั้งแต่ปี 1990 เราจะพบว่ากระบวนการทั้ง 2 เรื่องมีความใกล้เคียงกันแทบจะเป็นฝาแฝดกันทีเดียว

แต่ในขณะที่องค์กรของคุณสามารถปรับเข้าใช้ Design Thinking ได้ง่าย กระบวนการที่คล้ายเดิมก็ไม่สามารถทำให้คุณได้มุมมองหรือไอเดียใหม่ๆ เพื่อเอาไปสร้างนวัตกรรมได้มากกว่าที่เคยทำอยู่ก่อนด้วยเช่นกัน ดังคำที่ไอสไตน์ว่า Insanity is doing the same thing repeatedly and expecting different results นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าหากองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่บริหารจัดการด้วยปรัชญาลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว Design Thinking อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่จะพาคุณออกนอกกรอบวิธีคิดเดิมที่คุณทำต่อ ๆ มา

A factory filled with lots of machines and machinery
Photo by Shavr IK on Unsplash

คุณมีระบบงานเดิม หรือเครื่องจักร บุคคลากรที่ยังไม่พร้อมรื้อทิ้งทันที

ปรัชญา Design Thinking แนะนำให้คุณ SET ZERO แล้วเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ ปัญหาคือไม่ใช่ทุกที่ Set Zero ได้

หลายท่านคงเคยเริ่มต้นใช้ Design Thinking ในการสร้างไอเดียนวัตกรรมแต่ไม่สามารถทำต่อจนสำเร็จ เนื่องจากไอเดียที่ได้จากกระบวนการ Ideate มักจะได้ไอเดียที่ต้องละทิ้งของเดิมที่เคยทำและใช้อยู่ และซื้อหาของใหม่ / เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาทดแทน แต่ไม่สามารถทำได้เพราะองค์กรไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายขนาดนั้น อีกทั้งการซื้อหาของใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในช่วงแรก ๆ ของเทคโนโลยีนั้นก็มักจะต้องใช้งบประมาณและกำลังคนจากภายนอกมากมายเสียด้วย ในขณะที่คนภายในจำนวนมากก็ไม่มีความพร้อมในการปรับตัวเพื่อเรียนรู้เรื่องใหม่ ทำให้ไอเดียเหล่านั้นถูกเก็บไว้ และองค์กรก็ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ผู้บริหารตั้งใจไว้ และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายองค์กร

สาเหตุหลักนั้นมาจากลักษณะเด่นของ Design Thinking ที่เป็นเครื่องมือที่สร้างธุรกิจ Start-Ups มาแล้วทั่วโลกอย่างนับไม่ถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่หลายองค์กรไม่สามารถปรับตัวตามเครื่องมือ คือ การเปลี่ยน Legacy Organization ให้คิดและทำงานเหมือน Start-Ups และเมื่อเปรียบเทียบลักษณะการทำงานและปรัชญาการบริหารจัดการขององค์กรทั้งสองประเภทแล้ว เราจะเห็นได้ว่าทั้งสองลักษณะมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Start-Ups เป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เมื่ออกแบบกระบวนการแบบใหม่แล้วสามารถเริ่มต้นได้ทันที ในขณะที่องค์กรส่วนมากมีสินทรัพย์ เช่น เครื่องจักร พนักงาน อาคาร หรือ แม้กระทั่งแบรนด์ และการรับรู้ของผู้บริโภค อยู่ก่อนที่จะเริ่มต้นหาไอเดียใหม่แล้วจะทำอะไรก็ต้องทำทั้งแบบเก่าและทดสอบแบบใหม่ รวมถึงสร้างการปรับตัวบนโลกคู่ขนานให้เข้าหากัน

ดังนั้นจุดเริ่มต้นหาไอเดียนวัตกรรม ระหว่างคนที่ไม่มีทรัพย์สินเดิมผูกมัด มีอิสระจะเริ่มต้นอะไรก็ได้ กับ คนที่มีข้อจำกัดผูกมัดมากมายและต้องสร้างของใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ย่อมต้องการเครื่องมือที่แตกต่างกัน Design Thinking แบบวัยรุ่น คิดไวทำไว กับ องค์กรที่มีประวัติยาวนานเน้นงานมั่นคง อาจจะเป็นคู่แต่งงานที่ไม่ลงตัวกันเท่าไหร่

man riding motorcycle on road during daytime

คุณอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรง ไม่มีทั้งเวลาและงบประมาณที่จะลองผิดลองถูกได้นาน

ในโลกธุรกิจวันนี้ โอกาสที่คุณจะเข้าถึงเงินทุนที่อนุญาตให้คุณทดลองแล้วทำผิดได้แบบไม่จำกัดมีอยู่น้อยมาก

ในโลกนวัตกรรม มักมีคำกล่าวว่าองค์กรใดที่ต้องการสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจะต้องอนุญาตให้พนักงาน Fail Fast Fail Forward หรือมี License to Fail และตามข้อเท็จจริง ไอเดียนวัตกรรมมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียงแค่ 3% เท่านั้น และจากสถิติดังกล่าว ถ้าเราจะคาดหวังให้ทีมงานนวัตกรในองค์กรสร้างผลลัพธ์ที่สม่ำเสมออาจเป็นความคาดหวังที่เกินจริง ผู้บริหารจะต้องให้โอกาสทีมงานได้ทดลองเรียนรู้ผิดพลาดจนกว่าจะเจอ 3% ที่สำเร็จเมื่อถึงเวลา

ในโลกทฤษฎีเราสามารถรอได้และมีทรัพยากรที่ไม่จำกัด แต่ในความเป็นจริงธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้นานนัก ทั้งด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และข้อจำกัดด้านเงินทุนดังนั้นจำเป็นต้องมีกระบวนการคิดหาไอเดียนวัตกรรมที่คมชัด ซึ่งหมายถึงไอเดียที่

  • (1) มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของคนหมู่มาก จนคาดหวังได้ว่าจะสร้างการ Disrupt สิ่งที่มีอยู่เดิม
  • (2) ไม่มีคนอื่นในแวดวงเริ่มคิดค้นในทิศทางเดียวกันเป็นไอเดียที่ Unique มากๆ และ
  • (3) มีความเป็นไปได้สูงทางเทคนิค (High Technical Feasibility) ส่วนใหญ่จะทำได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่เดิม แค่ต้องการการ Fine Tune องค์ประกอบใหม่บางส่วนเท่านั้นซึ่งเหมาะกับวิธีคิดแบบ Inside-Out

เพราะธุรกิจจำเป็นจะต้องหาไอเดียให้เร็วที่สุดเพื่อที่เราจะใช้เวลาในการ Fine Tune เพื่อหาสัดส่วนขององค์ประกอบที่เหมาะสมกับการใช้งานและสามารถจัดสรรงบประมาณได้เพียงพอเพราะเรารู้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าเท่าไหร่และจะบริหารความเสี่ยงให้ต่ำได้อย่างไร และด้วยเทคนิคการหาไอเดียนวัตกรรมแบบ Outside-in ของ Design Thinking ทำให้ Solution ที่ได้มักจะต้องพึ่งพา Outside Knowledge / Resources ที่ทั้งความเสี่ยงสูงและใช้เงินลงทุนสูงด้วย และถ้าหากเป็นไอเดียที่ได้ยินมาว่าคนอื่น ๆ ก็พยายามทำอยู่ด้วยแล้ว โครงการนั้นก็จะไม่สามารถประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนได้ชัดเจน เพราะคู่แข่งอาจจะสร้างไอเดียให้เป็นผลสำเร็จได้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

Visual abstraction of neural networks in AI technology, featuring data flow and algorithms.

คุณอยู่ในธุรกิจ B2B ที่เกี่ยวข้องกับสเปค เครื่องจักร กระบวนการเคมี สูตรคณิตศาสตร์ ฯลฯ

ปรัชญา Design Thinking เริ่มต้นที่ User Centric แต่ใน Process ในองค์กรมีแค่บางงานที่มี User เป็นศูนย์กลาง

ธุรกิจ B2B หรือ Business to Business เป็นธุรกิจที่มีการกำหนดคุณลักษณะ (Specification) ของสิ่งที่ต้องส่งมอบไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นเอกสารระบุความต้องการที่ชัดเจนของลูกค้าอยู่ก่อน อีกทั้งธุรกิจในปัจจุบันมักมีการทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นกระบวนการทั้ง Empathy เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าและ Define ปัญหาที่ต้องการแก้ไขร่วมกันตลอดเวลา การใช้ Design Thinking ในธุรกิจ B2B จึงดูเหมือนจะเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อนกับการทำงานปกติ และไม่ได้ข้อมูลใหม่ ๆ มาเพื่อสร้างนวัตกรรม

ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ถูกกำกับด้วยกฎระเบียบข้อบังคับ เมื่อสำรวจความต้องการของลูกค้าตามขั้นตอน Empathy มักจะได้ข้อมูลความต้องการที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับไม่อนุญาตให้ทำเสมอเพราะสิ่งที่ระเบียบอนุญาตให้ทำได้เราก็ทำไปหมดแล้ว และเมื่อได้โจทย์ที่ไม่สามารถตอบสนองได้ตั้งแต่ต้น เมื่อถึงขั้นตอน Ideate ก็มักจะไม่สามารถหาไอเดียที่สามารถทั้งทำตามกฎหมายและตอบสนองสิ่งที่ผู้บริโภคร้องขอได้ไปพร้อมกัน

กระบวนการที่เหมาะสมกับธุรกิจประเภทนี้ จึงจำเป็นต้องเป็นกระบวนการค้นหาไอเดียนวัตกรรมในรูปแบบตรงข้ามกับปรัชญา Design Thinking ด้วยวิธีหาไอเดียนวัตกรรมแบบ Inside-Out เพื่อค้นหาสิ่งที่องค์กรสามารถทำได้ภายใต้ข้อจำกัด และทดสอบไอเดียนั้นว่าสามารถสร้างประโยชน์อะไรกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จากประสบการณ์ของเราพบว่ามีหลายครั้งกระบวนการนวัตกรรมแบบ Inside-Out สามารถนำไปสู่การค้นพบความต้องการที่ลูกค้าไม่รู้ตัวมาก่อนว่าต้องการ (Unrecognized Need) ได้

Man and woman in discussion during an innovation potential assessment.
Photo by Mina Rad on Unsplash

คุณใช้ Design Thinking มาสักพัก แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีดั่งใจ

คุณอาจต้องการเครื่องมือใหม่ แต่ให้แน่ใจว่าคุณทำตาม Design Thinking Guideline จนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

ถ้าหากคุณใช้ Design Thinking มาสักพักแล้วแน่ใจว่าเครื่องมือนี้ไม่เหมาะกับคุณ และสอบถามคนรอบตัวทั้งบริษัทเพื่อน บริษัทพี่ หรือ ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ จนแน่ใจว่าคุณไม่ได้ทำอะไรที่ผิดจากข้อบังคับ-ระเบียบวิธีที่ Design Thinking Expert แนะนำให้ทำแล้ว

นี่อาจเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเครื่องมือนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณ แค่ทบทวนให้แน่ใจว่าคุณทำถูกต้องแล้วจริง ๆ เพราะสำหรับโลกของคนทำงานสายนวัตกรรม Design Thinking เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้คุณมีแนวทางการคิดเพื่อหานวัตกรรมแบบเป็นลำดับขั้นตอน

นอกจากเครื่องมือนี้แล้ว ยังมีเครื่องมืออีกมาก ทั้งสายจิตวิทยา เช่น Analogy Thinking, Lateral Thinking, Psycho-drama หรือ การเลียนแบบธรรมชาติ (Natural Mimicry) ที่เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับวิธีการบริหารโครงการแบบ Agile จะทำให้เราสามารถมีมุมมองใหม่ในการหาไอเดียนวัตกรรมได้ไม่ยาก หรือ ถ้าเป็นสายงานวิศวกรรม เราก็มี Technology Trend Analysis, Morphological Matrix และ TRIZ และสายงานการจัดการสามารถใช้เครื่องมือ Theory of Constraints หรือ Systematic Inventive Thinking ให้เลือกใช้งานได้ ซึ่งแต่ละเครื่องมือก็มีความเหมาะสมและข้อจำกัดภายใต้บริบทที่ต่างกัน

การสร้างนวัตกรรมในองค์กรเกิดขึนได้หลายทาง ขึ้นกับว่าคุณรู้จักเครื่องมือในการช่วยสร้างนวัตกรรมอยู่กี่ชุดในกระเป๋าที่จะให้หยิบใช้และคุณเชี่ยวชาญเครื่องมือเหล่านั้นมากขนาดไหนเท่านั้น ถ้าหากคุณมีเครื่องมือชุดเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการพยายามใช้มีดขุดดิน เพราะคุณไม่มีจอบหรือเสียม